หน้าแรก   |   ข่าวสาร   |   ติดต่อ
Welcome to Sodsri-Saridwongsa Foundation
ยินดีต้อนรับเข้าสู่ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์
แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ จิตวิจัฒน์พัฒนาการเด็กปฎิรูปการศึกษา
มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์    วันที่ : 06/11/2009  

สารจากประธานมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์
ศ.นพ.อารี  วัลยะเสวี


          มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ เกิดขึ้นจากความเชื่อมั่นของคุณหมอสฤษดิ์วงศ์ วงศ์ถ้วยทอง ว่าเด็กไทยมีความเฉลียวฉลาดไม่แพ้ชาติอื่นๆ พร้อมกับเชื่อว่า เด็กอัจฉริยะเหล่านี้ถ้าได้รับการศึกษาและฝึกอบรมที่ดี มีคุณภาพ ย่อมจะเป็นผู้นำทางความคิด และนำไปสู่การปฏิบัติที่จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ
         
          คุณหมอสฤษดิ์วงศ์ วงศ์ถ้วยทอง ผู้เป็นแรงบันดาลใจสำคัญยิ่งในการจัดตั้ง มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ มีความเชื่อมั่นว่า มนุษย์สามารถพัฒนาได้ มนุษย์ที่มีศักยภาพเหมือนผู้อื่นในทางใดก็แล้วแต่ ถ้าได้นำมาจัดการศึกษา ฝึกฝนให้ถูกทางแล้ว จะเป็น “ทางลัด” พาประเทศชาติไปสู่ความเจริญได้อย่างง่ายดาย สำหรับประเทศไทยเรานั้น คุณภาพประชากร โดยเฉพาะในระยะเยาว์วัยก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศพัฒนาแล้ว แต่ เด็กไทยยังไม่ได้รับการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพให้สูงขึ้น และให้มีจำนวนมากขึ้นด้วย ถ้าเรามีวิธีการที่จะค้นหาและพัฒนากันอย่างจริงจังแล้ว เยาวชนเหล่านี้จะเป็นพลังสำคัญที่สุดของประเทศ และจะเป็นผู้นำประเทศไทยของเราต่อไปในแขนงต่างๆ จะเป็นการพัฒนาในหลายด้านซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและมั่นคงต่อไป

           ด้วยปณิธานดังกล่าว มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ จึงได้เริ่มจัดตั้งขึ้นในเดือน มิถุนายน พ.ศ. 2537 หนึ่งปีหลังการอนิจกรรมของคุณหมอสฤษดิ์วงศ์ และได้จัดการประชุมเพื่อแนะนำมูลนิธิต่อสาธารณะเมื่อวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2538 โดยมีการจัดปาฐกถาและอภิปรายเรื่อง “จุดประกายการสร้างสรรค์ปัญญา เพื่ออนาคตของมนุษยชาติ” จากนั้นได้ให้ทุนสนับสนุนโครงการนำร่องศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพเด็กและเยาวชน ตามเจตนารมณ์ในการพัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชนไทยของคุณหมอสฤษดิ์วงศ์ จนกระทั่งมีผลงานที่เป็นรูปธรรม ทั้งโรงเรียนนำร่อง และการสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการในการจัดการศึกษาในเรื่องนี้อยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งในระยะต่อมามูลนิธิก็ได้นำผลงานวิชาการเหล่านั้นมาจัดพิมพ์เผยแพร่ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

           จากการที่มูลนิธิริเริ่มผลักดันให้สังคมไทยตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาอัจฉริยภาพเด็กและเยาวชน และในการดำเนินงานของโครงการนำร่อง ได้สำรวจพบเด็ก ‘ปัญญาเลิศ’ หรือ ‘อัจฉริยะ’ จำนวนหนึ่ง ผู้ต้องเผชิญกับความทุกข์เวทนาอันเกิดจากระบบการศึกษาที่ไม่เหมาะสม จึงได้นำไปสู่การปรับเปลี่ยนแนวนโยบายของภาครัฐโดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาอัจฉริยภาพเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้มากยิ่งขึ้น และคาดหวังว่าจะมีการกำหนดแนวปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ตลอดจนการสร้างเครื่องมือและรูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับการดำเนินงานในเรื่องนี้เพิ่มขึ้น

           การพัฒนาอัจฉริยภาพของเด็กและเยาวชนนั้น นอกเหนือจากทางด้านสติปัญญาซึ่งเป็นศักยภาพอันโดดเด่นของเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้แล้ว ประเด็นหนึ่งซึ่งคุณหมอสฤษดิ์วงศ์ และนักการศึกษาชั้นนำเห็นร่วมกันคือ จำเป็นต้องเอาใจใส่การเสริมสร้างคุณลักษณะทางด้านจิตใจ จริยธรรม และด้านสังคมให้แก่เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้เป็นพิเศษ เมื่อเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจึงจะเป็นผู้ที่สามารถทำคุณประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมหรือประเทศชาติได้โดยสมบูรณ์ มิใช่ผู้เห็นแก่ได้ มุ่งเฉพาะประโยชน์ส่วนตน หรือใช้ศักยภาพทางด้านปัญญาของตนเบียดเบียนทำร้ายผู้อื่นและสังคมส่วนรวม
   
           จากแนวคิดและการดำเนินงานเพื่อพัฒนาอัจฉริยภาพของเด็กและเยาวชนนี้เอง มูลนิธิตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องยกระดับการพัฒนาการศึกษาของสังคมไทยโดยส่วนรวม เพราะหากไม่มีการปฏิรูปการเรียนรู้แล้ว โอกาสที่ครูและบุคลากรทางการศึกษาจะค้นพบศักยภาพอันซ่อนเร้นของเด็กและเยาวชนโดยอาศัยรูปแบบและแนวทางการจัดการเรียนการสอนแบบเดิมที่มุ่งเน้นความรู้ความจำนั้นยากมาก จำเป็นต้องมีการยกระบบการเรียนรู้ใหม่ ให้เปิดกว้างหลากหลายรูปแบบและแนวทาง เพื่อสนองตอบศักยภาพและความสนใจใฝ่รู้อันหลากหลายของเด็กและเยาวชน ให้ศักยภาพอันซ่อนเร้นปรากฏชัดแล้วจัดระบบส่งเสริมสนับสนุนให้เหมาะสำหรับตามพื้นบ้านและศักยภาพของเด็กเป็นรายบุคคล
   
           ในระยะที่เริ่มก่อตั้งมูลนิธิและได้มีการสนับสนุนทุนให้กับโครงการนำร่องศูนย์พัฒนาอัจฉริยภาพเด็กและเยาวชน ตามเจตนารมณ์ของคุณหมอสฤษดิ์วงศ์ไปแล้วนั้น ผมได้เรียนเชิญท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี มาเป็นที่ปรึกษาในการวางแผนการดำเนินงานระยะยาวให้กับมูลนิธิ ในช่วงนี้ทางมูลนิธิได้รับความร่วมมือช่วยเหลือเป็นอย่างดียิ่งจาก คุณธีรพล นิยม แห่งบริษัทแปลน มาช่วยด้านเหรัญญิกและการจัดการทรัพย์สินของมูลนิธิ นายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ด้านวิชาการ และแพทย์หญิงจันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ มาช่วยบริหารจัดการ แต่ในช่วงเวลาที่มูลนิธิกำลังก่อตั้งนั้นเอง ประเทศไทยเรากำลังเผชิญปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจที่เรียกกันว่า “ฟองสบู่แตก” ซึ่งส่งผลกระทบต่อแผนการจัดการทรัพย์สินเพื่อจัดตั้งกองทุนของมูลนิธิอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ อย่างไรก็ตาม คุณหญิงสดศรี วงศ์ถ้วยทอง ยังคงตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิ โดยที่ต่อมามูลนิธิก็ได้มีการพัฒนาแผนการดำเนินงานใหม่ให้สอดคล้องกับสถานะทางการเงินของมูลนิธิ
   
           มูลนิธิตระหนักดีว่า การปฏิรูปการเรียนรู้นั้นเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยสรรพกำลังจากทุกฝ่ายในสังคม ตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน สถานศึกษา ไปจนถึงนโยบายของภาครัฐ รวมทั้งต้องใช้ระยะเวลาอันยาวนานต่อเนื่อง และการทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย ทั้งนี้ ในฐานะที่เป็นองค์กรเอกชนสาธารณประโยชน์ที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาการศึกษาของชาติ มูลนิธิเล็งเห็นบทบาทสำคัญที่อาจมีส่วนช่วยได้ คือการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาการเรียนรู้ที่ถูกต้อง จึงได้วางรากฐานแนวทางการดำเนินงานร่วมกับภาคีที่สำคัญในแวดวงการศึกษา ทั้งในระดับนโยบายคือกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (ปัจจุบันสภาการศึกษา) ไปจนถึงระดับปฏิบัติคือครูอาจารย์  และสถานศึกษาที่มีแนวคิดและการดำเนินงานที่สอดคล้องกับมูลนิธิ โดยการจัดทำนิตยสาร  “สานปฏิรูป” และหนังสือเกี่ยวกับการพัฒนาศึกษา ซึ่งการดำเนินงานเหล่านี้ได้รับการตอบสนองอย่างดียิ่งจากประชาคมการศึกษา
   
 
           นอกเหนือจากภาคีทางด้านการศึกษาที่มูลนิธิมีส่วนร่วมสนับสนุนแล้ว  ภาคีหนึ่งที่สำคัญคือทางด้านสาธารณสุข  หากจะเปรียบมนุษย์เป็นเสมือนเหรียญแล้ว  ทั้งสองด้านที่ประกอบกันคือด้านการเรียนรู้  และด้านสุขภาพ  ต่างมีปฏิสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันและจะขาดเสียมิได้  การที่มีสุขภาพที่ดีย่อมเอื้อต่อการเรียนรู้ฉันใด  การเรียนรู้ที่ถูกต้องจักเอื้อต่อการเสริมสร้างสุขภาพที่ดีฉันนั้น 
   
           เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้  ผมอยากเรียนให้ทราบเป็นการเพิ่มเติมว่า คุณหมอประเวศ  วะสี  และผมตลอดจนผู้ทรงคุณวุฒิท่านอื่น ๆ เป็นผู้ที่ร่วมกันสร้างและพัฒนามูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ  ดังที่ท่านประธานมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ   (ศ.นพ.ประเวศ  วะสี) ได้กล่าวไว้แล้วในสารของท่าน  เมื่อทราบว่าคุณหญิงสดศรี  วงศ์ถ้วยทอง  ได้มอบที่ดินที่เคยเป็นที่พักอาศัยของท่านในซอยพหลโยธิน 22 ให้เป็นที่ตั้งสำนักงานมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์   จึงได้ปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับการทำงานของมูลนิธิทั้งสอง  โดยที่มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ  ได้เกิดขึ้นและดำเนินการมาก่อน  ส่วนมูลนิธิสดศรี – สฤษดิ์วงศ์  ยังมิได้จัดตั้งคณะกรรมการดำเนินงานอย่างเป็นทางการ ผมในฐานะที่เป็นประธานมูลนิธิสดศรี – สฤษดิ์วงศ์  และกรรมการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ  เห็นว่าหากมูลนิธิทั้งสองได้มีส่วนทำงานสัมพันธ์ใกล้ชิด  เรียนรู้ซึ่งกันและกันแล้ว จักมีส่วนช่วยให้งานพัฒนามนุษย์ของทั้งสององค์กรเกื้อกูลซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดี


           ดังนั้นการทำงานของมูลนิธิจะเป็นจุดเริ่มต้นอันสำคัญยิ่งของการทำงานด้านการพัฒนามนุษย์ในสังคมไทย  ที่เหรียญทั้งสองด้านได้มาประกอบกันโดยบริบูรณ์ เป็นวาระที่พลังของภาคเอกชนได้จุดประกายทำงานโดยบูรณาการศาสตร์สำคัญ ๆ  ของการพัฒนามนุษย์ร่วมกัน  เป็นวาระที่พลังความคิดและสติปัญญาของคนรุ่นใหม่ที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมได้มาผนึกรวมกัน

           ในยุคสมัยที่สังคมไทยต้องการพลังสร้างสรรค์ทางปัญญา  ผมมีความหวังเช่นเดียวกับคุณหมอสฤษดิ์วงศ์ผู้ล่วงลับไปแล้วว่า  สังคมไทยจักสามารถจุดประกายทางปัญญาขึ้นมาได้    โดยที่การจัดระบบการศึกษาและระบบสุขภาพที่ดี  คือหัวใจสำคัญที่จะเกื้อกูลให้พลังความคิดจินตนาการของเด็กและเยาวชนลุกโชนงอกงามขึ้นมาอย่างมั่นคงและเข้มแข็ง และเป็นพลังสรรค์สร้างสิ่งดีงามให้กับบ้านเมืองของเรา
    
    
บทบาทและแนวคิดในการดำเนินงาน

           มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ตามเจตนารมณ์ของพลตรีนายแพทย์สฤษดิ์วงศ์ และคุณหญิงสดศรี      วงศ์ถ้วยทอง   ที่จะสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ และนวัตกรรมทางการศึกษา

วัตถุประสงค์
•    สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพมนุษย์เพื่อประโยชน์ของสังคมไทย
•    ส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีศักยภาพในการพัฒนาตนเอง  สังคม  และสิ่งแวดล้อม
•    เพื่อดำเนินการสาธารณะประโยชน์หรือร่วมมือกับองค์กรกุศลอื่น ๆ เพื่อสาธารณะประโยชน์ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
•    รวบรวมองค์ความรู้และศึกษาวิจัยในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสังคมไทย
•    ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมือง

   
           มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์  มีความเชื่อมั่นว่า  การแก้ไขปัญหาในสังคม จักต้องอาศัยวิธีคิดที่มีลักษณะ สร้างสรรค์ (innovative) และมีจินตนาการ (imaginative) ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิจึงมีแนวทางการดำเนินงานเพื่อกระตุ้น ประสาน และส่งเสริมให้สังคมไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการคิดค้นสร้างสรรค์กระบวนการเรียนรู้ใหม่ ๆ ที่จะเป็นเครื่องมือพัฒนามนุษย์อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อให้บรรลุปัญญา  ความดี ความงาม  มิตรภาพและสันติภาพ  โดยจะสนับสนุนและร่วมมือกับองค์กรที่มีศักยภาพโดดเด่น  หรือกลุ่มบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์

   
 
   

    
    
   
 
  ค้นหา
ค้นหาข้อมูล

เอกสารเผยแพร่

    
  
   ดูทั้งหมด

เพื่อนบ้านของเรา